สาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์คือ 2023

by NayNoy.Com Posted on 2022-02-25



ความคิดเห็นที่ 1
อิทัง โข ปะนะ ภิกขะเว ทุกขะสะมุมะโย อะริยะสัจจัง ฯ ยายัง ตัณหา โปโนพภะวิกา นันทิราคะสะหะคะตา ตัตระ ตัตราภิ นันทินี ฯ เสยยะถีทัง ฯ กามะตัณหา ภะวะตัณหา วิภะวะตัณหา ฯ
ภิกษุทั้งหลาย เหตุทำให้เกิดความทุกข์ (สมุหทัย) มีอย่างนี้ คือ ความอยากเกินควร ที่เรียกว่า ทะยานอยาก ทำให้ต้องเวียนว่ายตายเกิด เป็นไปด้วยความกำหนัด ด้วยอำนาจความเพลิดเพลิน มัวเพลิดเพลินอย่างหลงระเริงในสิ่งที่ก่อให้เกิดความกำหนัดรักใคร่นั้นๆ ได้แก่
(1) ความทะยานอยากในสิ่งที่ก่อให้เกิดความใคร่
(2) ความทะยานอยากในความอยากเป็นนั่นอยากเป็นนี่
(3) ความทะยานอยากในความที่จะพ้นจากภาวะที่ไม่อยากเป็๋น เช่น ไม่อยากจะเป็นคนไร้เกียรติ ไร้ยศ เป็นต้น อยากจะดับสูญไปเลย ถ้าไม่ได้เป็นอย่างนั้น อย่างนี้
ความคิดเห็นที่ 2
ทุกข์กาย....เพราะ...ขาดสมดุลของเซล....เช่น...อาหาร.....ยา...น้ำ...สารเคมี

ทุกข์ใจ...เพราะ....ยึดติดเกินไป.....เช่น...เงิน...สวยงาม....เพศ...เอาแต่ใจ
ความคิดเห็นที่ 3
ตัวเราเองไงคับ ผิดตั่งเเต่เกิดเเล้ว ทุกข์ตั่งเเต่เกิด อยากดับทุกข์ก็ต้องหยุดเกิดไงคับ
ทำไงล่ะ ก็เปลี่ยนจากอวิชชาในตัวเรา ให้เป็น สัมมาทิฏฐิ
ความคิดเห็นที่ 4
ทุกข์มากเกิดเพราะความปราถนามาก

ปราถนาสุขมาก ย่อมเกิดทุกข์มาก ปราถนาน้อย ทุกข์น้อย ไม่ปราถนาเลย ไม่มีทุกข์
โลกแห่งความสมดุลย์ โลกแห่งความหวังและผิดหวัง โลกแห่งสุขทุกข์ เย็นร้อน มืดสว่าง
เข้าใจโลก จับทางให้ถูกก็ควบคุม สุขทุกข์ได้..
ความคิดเห็นที่ 5
มรรค8 = ทาง, หนทาง
1.มรรค ว่าโดยองค์ประกอบ คือ ข้อปฏิบัติให้ถึงความดับทุกข์ เรียกเต็มว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค แปลว่าทางมีองค์ ๘ ประการอันประเสริฐ เรียกสามัญว่า มรรคมีองค์ ๘

2.มรรค ว่าโดยระดับการให้สำเร็จกิจ คือ ทางอันให้ถึงความเป็นอริยบุคคลแต่ละขั้น, ญาณที่ทำให้ละ สังโยชน์ ได้ขาด เป็นชื่อแห่งโลกุตตรธรรม คู่กับผล มี ๔ ชั้นคือ โสดาปัตติมรรค ๑ สกทาคามิมรรค ๑ อนาคามิมรรค ๑ อรหัตตมรรค ๑

สังโยชน์10 คือ กิเลส(โมหะ-หลง, ราคะ-โลภ, โทสะ-โกรธ) เป็นกิเลสอันละเอียด อันเคยชิน และเป็นสิ่งที่ผูกมัดกับสรรพสัตว์ทั้งหลาย ให้ผูกติดอยู่กับความทุกข์ ทำให้ไม่สามารถหลุดออกจาก วัฏฏสงสาร -การเวียนว่ายตายเกิดได้
ก.โอรัมภาคิยสังโยชน์ สังโยชน์เบื้องต่ำ ๕ ได้แก่ :
๑. สักกายทิฏฐิ : มีความเห็นว่าร่างกายนี้เป็นของเรา /หลง มันรู้สึกหลงว่าเป็นเราออกมาได้เองโดยความรู้สึกทางตา หู จมูก กาย ใจ  ความรู้สึกว่าเราเป็นเราจะมากขึ้นๆ จนเป็นเหตุให้ติดอยู่ในวัฏฏสงสาร. โดยธรรมชาติที่แท้นั้น มันไม่มีอะไร ที่จะเป็นของใครได้ แต่กิเลสหรือความหลงมันมีอยู่ในลักษณะที่ จะต้องมีอะไรเป็นของเขาเองให้ได้. มันก็ต้องไปคว้าเอาสิ่งที่ไม่อาจเป็นของใครได้นั่นแหล่ะมาเป็น ของเขา. คือไปคว้าเอากายกับใจซึ่งที่แท้เป็นเพียงธาตุตามธรรมชาติ นั้นมาเป็นของเขาหรือเป็นตัวเขา. ซึ่งก็ล้วนแต่เป็นมายาทั้ง ตัวเขา และของเขา.
โดยเหตุนี้ สิ่งที่เป็นเพียงธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ อากาศธาตุ วิญญาณธาตุ ที่รวมกลุ่มกันอยู่ ก็ถูกยึดถือเป็นกาย ของเขา. ซึ่งเห็นได้ชัดเจนทีเดียวว่าไปยึดเอากลุ่มของสิ่งใดสิ่งหนึ่งตามธรรมชาติ. ซึ่งที่แท้ไม่ใช่กายหรือไม่ใช่อะไรของใคร มาให้เป็นกายของเขา. ซึ่งเมื่อร่างกายแตกดับก็กลับกายเป็นเถ่าธุลีกลับคือสู่ผืนดิน ทุกอย่างล้วนเป็นกฎธรรมชาติ ไม่สามารถเข้าไปเเก้ไขได้. กายมีอยู่ก็เพียงเพื่ออาศัยเจริญญาณ  เจริญสติเท่านั้น ไม่อาศัยอยู่เเละ ไม่ยึดมั่นถือมั่นอะไรๆในโลก
๒. วิจิกิจฉา : มีความลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ /หลง ยังลังเล หรือ สงสัยอยู่เรื่อยไป ไม่มีความรู้หรือความเข้าใจว่าอะไรเป็นอะไรอยู่เรื่อยไป เราจะสงสัยเรื่องดีชั่ว เรื่องควรไม่ควร อยู่เรื่อยไป มัน
มีความรัก ความกลัว ระแวง ความอยาก ความต้องการอยู่ต่างๆ เป็นเหตุให้สงสัยอยู่เรื่อยไป ว่ามันจะได้ตามที่ต้องกาหรือไม่ หรือมันจะมาเป็นอันตรายแก่เราหรือไม่ มันจะหมดไปหรือไม่  จนเป็นเหตุให้ติดอยู่ในวัฏฏสงสาร
๓. สีลัพพตปรามาส : ความถือมั่นศีลพรต โดยสักแต่ทำตามกันไปอย่างงมงาย /หลง คือความเคยชินในทางที่งมงาย ทาง ผี วิญญาณ เทวดา ที่สิงอยู่ในนั้นและ ขอ อ้อนวอน คุ้มกัน บวงสรวง แท้จริงแล้วเป็นเรื่องของกฎธรรมชาติ กรรมเป็นผู้ชี้ขาด จนเป็นเหตุให้ติดอยู่ใน
วัฏฏสงสาร
๔. กามราคะ : มีความติดใจในกามคุณทั้งห้า / โลภ ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย ความที่เราฝังตัวแน่นเข้าไปๆ ในสิ่งที่เรียกว่ากามนี้มากขึ้นๆทุกที เป็นนิสัย และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกี่ยวกับเพศรงข้าม จนเป็นเหตุให้ติดอยู่ในวัฏฏสงสาร
๕. ปฏิฆะ : มีความที่จิตหงุดหงิดด้วยอำนาจโทสะ / โกรธ เป็นความเคยชินในทางที่โกรธ หงุดหงิดขัดใจ ขาดเหตุผล ไม่พอใจ ไม่มีอะไรให้โกรธ ก็โกรธอะไรก็ไม่รู้ คอยเฝ้าหาสิ่งที่สมบูรณ์แบบ ไม่ยอมเข้าใจว่าทุกอย่างล้วนไม่มีอะไรสมบูรณ์แบบ จนเป็นเหตุให้ติดอยู่ในวัฏฏสงสาร

ข.อุทธัมภาคิยสังโยชน์-สังโยชน์เบื้องสูง ได้แก่ :
๖. รูปราคะ : มีความติดใจในวัตถุหรือรูปฌาน / โลภ ความติดใจในรูปธรรม คือติดใจในอารมณ์แหงรูปฌานหรือวัตถุ จนเป็นเหตุให้ติดอยู่ในวัฏฏสงสาร
๗. อรูปราคะ : มีความติดใจในอรูปฌานหรือความพอใจในนาม-สิ่งที่ไม่มีรูปร่างทั้งหลาย /โลภ คือสิ่งที่จะมาให้ความพอใจแก่เขานั้นเป็นสิ่งที่ไม่มีรูป เช่น เกียรติยศชื่อเสียง ความสรรเสริญ จนเป็นเหตุให้ติดอยู่ในวัฏฏสงสาร
๘. มานะ : มีความถือว่าตนเป็นนั่นเป็นนี่ /หลง ความเคารพตัว สงวนตัว รักษาเกียรติ หัวแข็ง ไม่ยอมใคร จนเป็นเหตุให้ติดอยู่ในวัฏฏสงสาร
๙. อุทธัจจะ : มีความฟุ้งซ่าน  /หลง จิตใจไม่สงบ จนชินเรื่อยไป จนเป็นเหตุให้ติดอยู่ในวัฏฏสงสาร
๑๐. อวิชชา : มีความไม่รู้จริง /หลง ปราศจากความรู้ ทีควรจะรู้อย่างถูกต้องและสมบูรณ์ อยู่เพียงไรก็เรียกว่ายังมีอวิชชาอยู่เพียงนั้น จนเป็นเหตุให้ติดอยู่ในวัฏฏสงสาร

(พระโสดาบัน ละสังโยชน์ ๓ ข้อต้นได้, พระสกิทาคามี ทำสังโยชน์ข้อ ๔ และ ๕ ให้เบาบางลงด้วย, พระอนาคามี ละสังโยชน์ ๕ ข้อต้นได้หมด, พระอรหันต์ ละสังโยชน์ทั้ง ๑๐ ข้อ; ในพระอภิธรรมท่านแสดงสังโยชน์อีกหมวดหนึ่ง คือ ๑.กามราคะ ๒.ปฏิฆะ ๓.มานะ ๔.ทิฏฐิ (ความเห็นผิด) ๕.วิจิกิจฉา ๖.สีลัพพตปรามาส ๗.ภวราคะ (ความติดใจในภพ) ๘.อิสสา (ความริษยา) ๙.มัจฉริยะ (ความตระหนี่) ๑๐.อวิชชา)

1.สัมมาทิฏฐิ
(ความเห็นชอบ = ปัญญาอันเห็นชอบ คือเห็นอริยสัจ ๔ ความจริงอันประเสริฐของพระอริยะ
ว่า อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา-ไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และไม่มีตัวตน

ทุกข์ : ความรู้สึกไม่สบายกาย ไม่สบายใจ เช่น การไม่รู้กุศล อกุศล ,การเกิดแก่เจ็บตาย ,วิชา และอวิชชา-ความหลงอันเป็นเหตุไม่รู้จริง มี ๘ คือ
ความไม่รู้อริยสัจ ๔ แต่ละอย่าง ไม่รู้ทุกข์ ไม่รู้เหตุเกิดแห่งทุกข์ ไม่รู้ความดับทุกข์ ไม่รู้ทางให้ถึงความดับทุกข์, อวิชชา ๘ คือ อวิชชาอริยสัจ ๑-๔ นั้น และเพิ่ม ๕) ไม่รู้อดีต ๖) ไม่รู้อนาคต
๗) ไม่รู้ทั้งอดีตทั้งอนาคต ๘)ไม่รู้ ปฏิจจสมุปบาท-การที่ทุกข์เกิดขึ้นเพราะอาศัยปัจจัยการเกิดต่อเนื่องกันมา คือ
ชีวิตเป็นไปอย่างไร : กระบวนการเกิดทุกข์ "ปฏิจจสมุปบาทสมุทยวาร"
อวิชฺชาปจฺจยา สงฺขารา    : เพราะอวิชชาเป็นปัจจัย สังขารจึงมี
สงฺขารปจฺจยา วิญญาณํ    : เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณจึงมี
วิญญาณปจฺจยา นามรูปํ    : เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
นามรูปปจฺจยา สฬายตนํ    : เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
สฬายตนปจฺจยา ผสฺโส    : เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
ผสฺสปจฺจยา เวทนา    : เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนาจึงมี
เวทนาปจฺจยา ตณฺหา    : เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหาจึงมี
ตณฺหาปจฺจยา อุปาทานํ    : เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปาทานจึงมี
อุปาทานปจฺจยา ภโว    : เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพจึงมี
ภวปจฺจยา ชาติ    : เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติจึงมี
ชาติปจฺจยา ชรามรณํ     : เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะจึงมี


1 อวิชชา > ความไม่รู้แจ้ง ไม่รู้ความเป็นจริง | ความไม่รู้ทุกข์-สมุทัย-นิโรธ-มรรค
2 สังขาร > ความคิดปรุงแต่ง เจตจำนงที่จิตสะสมไว้ทั้ง กายสังขาร วจีสังขาร
จิตตสังขาร ,  สิ่งที่เกิดจากเหตุปัจจัย  เป็นรูปธรรมก็ตาม  นามธรรมก็ตาม  ได้แก่
ขันธ์ ๕ ทั้งหมด
๑.รูปขันธ์ กองรูป-รูปภายนอกสิ่งต่างๆที่อยู่รอบตัว กระทบรูปภายในตาหูจมูกลิ้นกายใจ เกิดการับรู้ว่ามีการกระทบ
๒.เวทนาขันธ์ กองเวทนา-ความรู้สึกพอใจ ไม่พอใจ
๓.สัญญาขันธ์ กองสัญญา –จำได้หมายรู้ ว่าสิ่งที่มากระทบนั้นคืออะไร
๔.สังขารขันธ์ กองสังขาร –ปรุงแต่งความอยากที่มากระทบ จนเป็นเหตุให้เกิด กรรมทั้ง
มโนกรรม-การกระทำทางใจ, วจีกรรม-การกระทำทางวาจา, กายกรรม-การกระทำทางกาย
๕.วิญญาณขันธ์ กองวิญญาณ-ความรู้แจ้งที่เกิดขึ้นเมื่ออายตนะภายในและอายตนะภายนอกกระทบกัน วิญญาณ ๖ คือ ๑.จักขุวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางตา(เห็น) ๒.โสตวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางหู (ได้ยิน) ๓.ฆานวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางจมูก(ได้กลิ่น) ๔.ชิวหาวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางลิ้น(รู้รส) ๕.กายวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางกาย (รู้สิ่งต้องกาย) ๖.มโนวิญญาณ ความรู้อารมณ์ทางใจ (รู้เรื่องในใจ)
มันไม่มีตัวกู มันไม่ใช่ของกู
มันมิใช่ตัวกู มันเป็นไปตามธรรมชาติอย่างนั้นเอง
แต่มีความโง่ มีอวิชชา
มีตัณหา มีอุปาทานในที่สุด เข้ามาครอบงำ
มันเลยเปลี่ยนความรู้สึกเป็น ตัวกู ของกู
มันจึงเปลี่ยนจากขันธ์เฉยๆ ไปเป็นอุปาทานขันธ์
คือขันธ์เฉยๆ กลายเป็นอุปาทานขันธ์ คือถูกยึดครองด้วยอุปาทาน
3 วิญญาณ > ความรู้ต่อสิ่งที่ถูกรับรู้ | จักขุวิญญาณ โสต-ฆาน-ชิวหา
-กาย-มโนวิญญาณ
4 นามรูป > นามธรรมและรูปธรรม ชีวิตทั้งกายและใจ | นาม (เวทนา สัญญา เจตนา ผัสสะ มนสิการ) รูป (มหาภูติ ๔)
5 สฬายตนะ > อายตนะ คือ ช่องทางรับรู้ ๖ | ได้แก่ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

6 ผัสสะ > การรับรู้ (อายตนะนอกใน + อารมณ์ + วิญญาณ) | จักขุสัมผัส
โสต-ฆาน-ชิวหา-กาย-มโนสัมผัส (สัมผัส ๖)
*มีผัสสะ เกิดขันธ์๕
7 เวทนา > สุข ทุกข์ หรือเฉย ๆ | เวทนาจากสัมผัส ๖ (ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ)
เธอจงพิจรณาว่า เวทนาคือความสุข ความทุกข์
ความไม่สุขไม่ทุกข์เหล่านั้น เป็นของไม่เที่ยง
มีการเกิดขึ้นเเละดับไปเป็นธรรมดา
เมื่อไม่เที่ยงจึงเป็นทุกข์ เมื่อไม่เที่ยงจึงไม่ใช่ของที่เป็นอยู่จริง
อนิจจัง ทุกขัง อนันตา
8 ตัณหา > อยากได้ อยากเป็น อยากไม่เป็น | ตัณหาในรูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส ธรรมารมณ์ (ตัณหา ๖)
*มีปัญญา ตัณหาไม่เกิด ขันธ์๕ยังเป็นขันธ์๕ ไม่เป็นอุปาทานขันธ์๕ ทำให้ไปสู่นิพพาน
9 อุปาทาน > ความยึดถือสี่อย่าง ยึดถือในของรักของใคร่, ยึดถือทิฏฐิตามที่ตนมีอยู่,
ยึดถือการปฏิบัติที่งมงาย, ยึดถือว่ามีตัวตน
10 ภพ > ภาวะที่ชีวิตเป็นอยู่ สภาพชีวิต  กามภพ รูปภพ อรูปภพ คือ กามภพ-ที่เกิดของผู้ที่ยังเกี่ยวข้องอยู่ในกาม, โลกเป็นที่อยู่อาศัยของผู้เสพกาม ได้แก่ อบายภูมิ ๔ มนุษยโลก และสวรรค์ ๖ ชั้น ตั้งแต่ชั้นจาตุมหาราชิกา ถึงชั้นปรนิมมิตสวัตดีรวมเป็น ๑๑ ชั้น,
รูปภพ-โลกเป็นที่อยู่ของพวกรูปพรหม ดู พรหมโลก,
อรูปภพ-โลกเป็นที่อยู่ของพรหมไม่มีรูป ดู อรูป
11ชาติ>ความเกิด ความปรากฏแห่งขันธ์
12ชรา มรณะ ทุกข์>ตัวกูแก่ ตัวกูตาย ตัวกูทุกข์ เป็นทุกข์ เป็นทุกข์ที่เกิดจากการยึดมั่นถือมั่น
ความคิดเห็นที่ 6
ความทุกข์ทั้งหมดนี้ พระพุทธเจ้าสอนว่า มันมีต้นเหตุมาจากจิตใจของเราเอง. คือสิ่งภายนอกทั้งหลายมันไม่ใช่เหตุที่แท้จริง ที่จะทำให้จิตใจของเราเป็นทุกข์เลย เพราะสิ่งภายนอกทั้งหลายมันก็เป็นธรรมชาติของมันอย่างนั้นเอง แต่สาเหตุที่จิตใจของเราเป็นทุกข์ ก็เพราะจิตใจของเราอยากให้สิ่งภายนอกทั้งหลาย มันเป็นไปตามความอยากของเรา. ซึ่งเมื่อมันเป็นไปตามที่เราอยาก (สมปรารถนา)  เราก็จะยังไม่มีทุกข์ แต่ไม่มีอะไรที่จะเป็นไปตามที่เราอยากได้ตลอดไป. ดังนั้นเมื่อสิ่งใดไม่เป็นไปตามที่เราอยาก (ไม่สมปรารถนา)  เราก็จะเกิดความเสียใจ หรือความทุกข์ขึ้นมาอย่างรุนแรงทันที.

  สิ่งที่จิตอยากจะให้เป็นก็ได้แก่ : อยากมีร่างกายเป็นหนุ่มเป็นสาว, อยากหล่อ อยากสวย, อยากมีชีวิตที่สุขสบาย, อยากมีสมมรรถภาพทางเพศ, อยากมีร่างกายที่แข็งแรงไม่มีโรค, อยากมีคนหรือสิ่งที่รักอยู่ด้วย, อยากร่ำรวย, อยากมีเกียรติ, อยากมีชื่อเสียง, อยากมีอำนาจ, อยากมีชีวิตอยู่ (ไม่อยากตาย), อยากไม่มีปัญหา, อยากหนีคนหรือสิ่งที่น่าเกลียดหรือน่ากลัว, อยากสมหวังในทุกเรื่อง. เป็นต้น ซึ่งสรุปแล้วก็คือ  อยากมีความสุข อยากไม่มีความทุกข์ (ไม่อยากมีความทุกข์) นั่นเอง.

ตามธรรมดาแล้วมนุษย์ทุกคนก็อยากมีความสุข ไม่อยากมีความทุกข์ ซึ่งความสุขที่มนุษย์อยากได้นั้น เกือบทั้งหมดมาจากสิ่งภายนอกทั้งสิ้น (คือมาจากรูปที่เห็น, เสียงที่ได้ยิน, กลิ่นที่ได้ดม, รสที่ได้ลิ้ม, วัตถุที่กระทบกาย) ซึ่งเมื่อสิ่งภายนอกเป็นไปตามความอยากของจิต (สมปรารถนา) จิตก็จะมีความสุข ยังไม่มีความทุกข์ แต่เมื่อใดที่สิ่งภายนอกเปลี่ยนแปลงไปตามธรรมชาติของมัน แล้วไม่เป็นไปตามความอยากของจิต (ไม่สมปรารถนา)  เช่น ร่างกายแก่หรือพิการ, ร่างกายไม่หล่อ ไม่สวย, มีชีวิตที่ยากลำบาก, ไร้สมรรถภาพทางเพศ, ร่างกายมีโรคร้ายแรง, คนหรือสิ่งที่รักจากไป, ยากจน, ไม่มีเกียรติ, ไม่มีชื่อเสียง, ไม่มีอำนาจ, ใกล้จะตาย (รู้ว่าต้องตาย), มีปัญหารุมเร้า, ต้องพบกับคนหรือสิ่งที่น่าเกลียดน่ากลัว, ผิดหวัง. เป็นต้น จิตก็จะเกิดความไม่พอใจ (เพราะไม่อยากมี ไม่อยากเป็น ในสภาพที่ไม่น่าพอใจเช่นนี้) ขึ้นมาทันที. ซึ่งความไม่พอใจนี้ก็คือความเสียใจอย่างรุนแรง ซึ่งความเสียใจนี้ก็คือความทุกข์นั่นเอง.

ความอยากของจิตนี้ มาจากจิตใต้สำนึก (จิตใต้สำนึกคือจิตส่วนลึกที่ควบคุมไม่ได้ มันจะแสดงอาการของมันออกมาได้เองเมื่อมีสิ่งภายนอกมากระตุ้น แต่มันสามารถเปลี่ยนแปลงได้ ถ้าจิตปกติมีการรับรู้บ่อยๆจนจิตมีความเคยชิน ซึ่งนิสัยของมนุษย์ก็มาจากความเคยชินหรือจากจิตใต้สำนึกนี่เอง) ที่รู้สึกว่า “มีตนเอง” (หรือมีตัวเรา) อยู่ตลอดเวลา. และเมื่อมีสิ่งภายนอกมากระตุ้น (เช่น รู้ว่าคนรักได้จากไป) ความรู้สึกว่ามีตนเองนี้จะเข้มข้นขึ้นแล้วกลายมาเป็น “ความยึดถือว่ามีตนเอง” ขึ้นมา (เช่น เกิดความยึดถือว่ามีตัวเราที่คนรักของเราได้จากไป) และเมื่อมีความยึดถือว่ามีตนเอง ความทุกข์ประการต่างๆของจิตใจที่เกิดขึ้นมาพร้อมกับ : ความทรมานของร่างกาย (เช่น จากความหิว, กระหาย, เหนื่อย, เจ็บ), ความแก่ของร่างกาย, ความตายร่างกาย, ความพลัดพรากจากบุคคลหรือสิ่งที่พอใจ, ความที่ต้องประสบกับบุคคลหรือสิ่งที่ไม่พอใจ, ความไม่สมปรารถนา. เป็นต้น ก็จะเกิดขึ้นมาทันทีอย่างรุนแรง.

ความรู้สึกว่ามีตนเองของจิตใต้สำนึก ก็มาจาก ความรู้ผิดสูงสุด ที่รู้ว่า “มีตนเองอยู่จริง” (หรือมีตัวเราอยู่จริง) ซึ่งความรู้ผิดว่ามีตนเองนี้ก็คือ ความรู้ที่ผิดไปจากความเป็นจริงของธรรมชาติ. คือความเป็นจริงของร่างกายและจิตใจของมนุษย์ทุกคนนั้น มันไม่ได้มีตัวตนของใครๆเลย มันเป็นแค่เพียง “สิ่งปรุงแต่ง” ที่ธรรมชาติปรุงแต่งหรือสร้างสรรค์ขึ้นมาอย่างน่าอัศจรรย์เท่านั้น (ซึ่งเรื่องนี้เราจะศึกษากันโดยละเอียดต่อไป)

สรุปได้ว่า ต้นเหตุของความทุกข์ทั้งหมดของจิตใจมนุษย์มาจาก จิตใต้สำนึกที่มีความรู้ผิดว่ามีตนเอง ซึ่งความรู้ผิดนี้เอง ที่คอยกระตุ้นให้จิตเกิดความรู้สึกว่ามีตนเองขึ้นมาอยู่เสมอๆ และเมื่อใดที่มีสิ่งภายนอกมากระตุ้น ก็จะทำให้จิตเกิดความยึดถือเอาร่างกายและจิตใจ รวมทั้งสิ่งภายนอกที่เกี่ยวข้องว่าเป็น ตัวตนและเป็นของตนขึ้นมาทันที เมื่อมีความยึดถือว่ามีตนเองขึ้นมาเมื่อใด ความทุกข์ของจิตใจก็จะเกิดขึ้นมาด้วยทันทีอย่างรุนแรง.
ความคิดเห็นที่ 7
ถ้าตัดย่อหน้าสุดท้ายทิ้งได้ บทความนี้ยังพออ่านได้
พระพุทธเจ้าสอนไว้ชัดแล้ว สมุทัยเหตุแห่งทุกข์คือ
กามตัณหา ภวตัณหา วิภวตัณหา
หรือความอยาก ความไม่อยาก

จะดับทุกข์ได้ จิตก็ต้องหลุดพ้น
ไม่ใช่หลอกตัวเองว่าไม่มีเรา
พอโดนตบหัว ก้เจ็บหัว
โดนถอนฟัน ก้เจ็บฟัน
เอามีดกรีดท้องก้เจ็บแล้ว ผ่าตัดใหญ่ ไม่มีใครไม่ต้องวางยาสลบสักราย
มีคนขัดใจ ก็เจ็บใจ
แก้ผ้าเดินตามถนน ก็ยัรู้สึกอับอาย
อดข้าวสัก สามวัน ลองถามตัวเองยังหิวไหม
พวกนี้มันหลอกตัวเองว่าไม่มีเราอยู่จริง  ได้ที่ไหนกัน

เรามีอยู่จริงเรียกว่าขันธ์ห้า แต่ขันธ์ห้ามันมีจริง จึงมีคุณสมบัติเป็นไตรลักษณ์
เมื่อรู้ความจริงแล้ว ก็ปล่อย ละความยึดมั่นถือมั่น
ความทุกขมันก็เบาบาง และละสังโยชน์ได้ขาด จิตมันก็หลุดพ้น
ความคิดเห็นที่ 8
พึงดับทุกข์ด้วยปัญญา
คำสอนศาสดาแค่หนทาง
ไม่เดินไม่ถึงจุดหมาย
เดินไร้ทิศทางเนิ่นช้า
เดินตามรอยศาสดาลุ่มหลง
พิจรณาด้วยสติเองพ้นแล้วถึงเอง
ความคิดเห็นที่ 9
สาเหตุของทุกข์  ไม่มี  เพราะ มันเป็นเช่นนั้น ตามที่มันเป็น
จะไปบอกสาเหตุได้อย่างไร   หรือถ้าจะเอาคำตอบให้ได้   ก็ต้องว่าตามเหตุก่อหน้า
ได้แก่  อนิจจลักษณ์ของสรรพสิ่ง  คือ  ไม่มีอะไรเที่ยง  มันจึงต้องเปลี่ยน หรือ กลายสภาพ
ซึ่งก็คือ สภาวะทุกข์นั่นเอง  

ใจที่ทุกข์  จึงเป็นใจที่ไม่ยอมรับ ความจริง ของ  ไตรลักษณ์
ใจไม่ได้เป็นอิสระจากการติดยึด  ยึดเกาะ  ถามว่าทำไมจึงเป็นเช่นนั้น
ทำไมใจจึงต้องยึดเกาะ   ตอบว่า  ใจต้องการอิสระจากการตกเป็นทาสวัตถุ ในขณะที่ต้องดำรงอยู่วัตถุที่ดิ้นรน คือ ร่างกาย
ร่างกายจึงเป็นกรงขังของจิต    อันเป็นส่วนหนึ่งของสิ่งมีชีวิตที่ต้องดำเนินตามสัญชาตญาณ  ไม่ต่างจากสรรพสัตว์ทั้งหลาย

ส่วนจิตใต้สำนึก  ในพุทธฯ ไม่เคยมีสิ่งนี้  มันก็คือ การยึดเป็นตัวกูของกู นั่นแหละ
เพียงแต่ มันถูกผลิตซ้ำบ่อยๆ ผ่านวัยวันที่ยามนาน  จนเป็นชั้นของตัวตนที่พอกพูนหนาขึ้น

สรุปว่า  ความทุกข์  ไม่มี ความเป็นสาเหตุใดๆ  เพราะ มันเป็น  ความจริงอย่างหนึ่งอยู่แล้ว ตามไตรลักษณ์
ส่วนทุกข์ใจ  เป็น การคิดไปเอง ของธรรมชาติจิตที่ต้องการเป็นอิสระ ในขณะที่ไม่อาจเป็นอิสระได้ เพราะ ถูกขังในร่างกายแต่แรกเกิดแล้ว

ทุกข์ใจแก้ได้โดยปัญญา  ที่เข้าใจโลก และความจริง   การปล่อยวางก็จักเกิดขึ้น  และพบอิสระในความหลากหลายของทางเลือก
ความคิดเห็นที่ 10
พระพุทธองค์ตรัสสอนไว้ว่าทุกข์คนเรามี ๒ อย่าง  อย่างที่ ๑ คือ  ทุกข์ที่เป็นธรรมชาติหรือทุกขอริยสัจจะ  คือทุกข์ที่เกิด  แก่  เจ็บ  ตาย  ทุกข์อย่างที่ ๒ คือ  ทุกข์ที่คนเราสร้างขึ้นมาเองโดยไม่รู้เท่าทันสิ่งที่มากระทบสัมผัสตัวของเรา  ทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  ตามความเป็นจริงของโลกและชีวิต  จึงไปหลงพอใจไม่พอใจกับสิ่งที่มากระทบสัมผัสตัวเรา  ความพอใจแปลว่าโลภ  ความไม่พอใจแปลว่าโกรธ  ตามไม่ทันความพอใจและไม่พอใจ เรียกว่า ความหลง หรือโมหะ  ถ้าเราไปหลงพอใจไม่พอใจต่อสิ่งที่มากระทบสัมผัสเราอย่างนี้เรียกว่า  เราบำเพ็ญ โลภะ  โทะสะ  โมหะ  หรือ  โลภ  โกรธ  หลง  ให้กับตัวเราเองทันที  โลภะ  โทสะ  โมหะ  นี้เรียกว่า สมุทัยของทุกข์ทั้งปวง  หรือวิชชาเกิดขึ้น  และขบวนการเกิดดับตามหลักปฏิจจสมุปบาท  ก็เกิดขึ้นครบวงจรของทุกข์  จะเห็นได้ว่าทุกข์ที่คนเราสร้างขึ้นทุกลมหายใจ  ทางตา  หู  จมูก  ลิ้น  กาย  ใจ  นี้เป็นเหตุปัจจัยให้ทุกข์อริยสัจจะ หรือทุกข์ที่เป็นธรรมชาติเกิดขึ้นแก่ตัวเราคือ  มีเกิด  มีแก่  มีเจ็บ  มีตาย  ในที่สุด  ก็จะวนเวียนอยู่อย่างนี้นับภพนับชาติไม่ถ้วนต่อไป

                ถ้าเราจะดับทุกข์ทั้ง ๒ อย่างให้กับตัวเราเองได้นั้นต้องศึกษาพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าที่พระองค์ตรัสไว้ให้จบพระธรรมคำสอนทั้ง ๘๔,๐๐๐ พระธรรมขันธ์ก่อนจนเข้าใจพระธรรมคำสอนของพระองค์ว่า  พระองค์ตรัสสอนทางดับทุกข์ให้กับมนุษย์ไว้อย่างไร พระองค์ตรัสบอกทางไว้ให้ในทางสายเอกสายเดียวที่ปฏิบัติถูกธรรมแล้วดับทุกข์ได้ คือการวิปัสสนาภาวนา พิจารณา ขันธ์ ๕ และอินทรีย์ ๖ ให้รู้เห็นสิ่งทั้งปวงที่มากระทบสัมผัสตัวของเราทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ตามความเป็นจริงของโลกและชีวิตในขณะปัจจุบันว่าสิ่งทั้งปวงไม่เที่ยง เกิดดับ เกิดจากเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราวไม่มีตัวตนเป็นของตนเอง

                ถ้าเราจะนำพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าไปปฏิบัติฝึกฝนตนเองให้ดับทุกข์ได้  ต้องรู้เข้าใจด้วยว่าทุกข์ที่เราสร้างขึ้นนั้น  สร้างด้วยความหลงหรือความเชื่อ  จะดับทุกข์หรือดับความเชื่อได้ก็ต้องเอาความจริงมาดับ  ความจริงที่จะดับความเชื่อได้นั้นต้องเป็นความจริงของโลกและชีวิตที่พระพุทธเจ้าตรัสรู้ไว้ คือ  กฏธรรมชาติ ๒ กฏ  กฏแรกคือ กฏไตรลักษณ์  อนิจจัง  ทุกขัง  อนัตตา  (เกิดขึ้น  ตั้งอยู่  ดับไป)  ทุกสิ่งทุกอย่างในโลกนี้หรือโลกไหนๆ  รวมทั้งชีวิตของเราทั้งหมดอยู่ในกฏนี้  นี่คือความจริงข้อที่ ๑  กฏอันที่ ๒ คือ  กฏของเหตุปัจจัย หรือ อิทัปปัจจยตา ปฏิจจสมุปบาท  ในโลกนี้หรือ โลกไหนๆ รวมทั้งชีวิตของเรา  ไม่มีอะไรเกิดขึ้นลอยๆ  หรือบังเอิญ  มีเหตุปัจจัยมาประชุมกันชั่วคราวให้เราเกิดก็เกิดให้เราตั้งอยู่ก็ตั้งอยู่ ให้เราแตกสลายก็แตกสลาย  นี่คือความจริงของโลกและชีวิตข้อที่ ๒  สรุปกฏธรรมชาติ ๒ กฏนี่ว่า  ไม่เที่ยงเกิดดับ  เมื่อรู้ความจริงของโลกและชีวิตว่า สิ่งทั้งปวง  ไม่เที่ยงเกิดดับ  แล้วเอาความจริงนี้ไปปฏิบัติวิปัสสนาพิจารณาขันธ์ ๕ และอินทรีย์ ๖  ให้รู้เท่าทันสิ่งที่มากระทบสัมผัสตัวของเรา  ตามความเป็นจริงของโลกและชีวิต  ในขณะปัจจุบัน เพื่อให้เกิดปัญญาและเอาปัญญาไปดับทุกข์ ดังนี้
ความคิดเห็นที่ 11
ความเข้าใจผิด ความเห็นผิด
คิดว่าสิ่งนั้น สิ่งนี้เป็นตัวเรา เป็นของเรา
พอมันไม่เป็นดั่งใจเราที่เราอยากให้เป็น มันก็เลยเป็นทุกข์
แต่ถ้าเราเข้าใจถูกว่า มันไม่ได้มีตัวเรา ของเรา อยู่จริง มันเป็นแค่การประกอบกันขึ้นมาของธาตุดิน น้ำ ลม ไฟ เท่านั้นเอง อะไรที่มันผ่านไปผ่านมา ในชีวิต ไม่ว่าจะเปลี่ยนแปลงอย่างไร เราก็จะไม่เป็นทุกข์
ความคิดเห็นที่ 12
มีโยมไปหาหลวงพ่อ บอกว่า หลวงพ่อครับอายุขนาดนี้เดี๋ยวปวดหัว  เดี๋ยวปวดขา
หลวงพ่อมียาหรือมีคาถาช่วยให้ผมหายหรือเปล่าครับ
หลวงพ่อถามว่า เคยปวดหัวมั๊ย โยมตอบว่า เคยปวดครับ
หลวงพ่อถามว่า เคยปวดขามั๊ย โยมตอบว่า เคยปวดครับ
หลวงพ่อถามว่า เคยปวดหางมั๊ย
โยมตอบว่า อ้าวหลวงพ่อ กระผมไม่มีหาง จะปวดหางได้อย่างไรครับ
หลวงพ่อบอกว่า ก็นั่นแหละ ไปคิดดูว่า ทำไมถึงปวดหัวปวดขา แต่ไม่ปวดหาง เพราะอะไร
ความคิดเห็นที่ 13
ถ้าเวทนา ไม่มี ก็จะกลายเป็น หุ่นยนต์ ไม่รู้ร้อน รู้หนาว

สิ่งที่ พระอรหันต์ตัดคือ โทมนัสเวทนา ........... ข้อเดียวเท่านั้น

โทมนัส มาจาก โทสะ+มนัส

คือ ใจที่ประกอบด้วยโทสะ

การจะละ โทมนัส ก็แค่ละโทสะ เท่านั้นเอง

แล้ว โทสะ คืออะไรล่ะ

โทสะ คือ ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต ทั้งปวง นั่นแหละ

โทสะ เป็นไฉน?
             อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้กระทำความเสื่อมเสียแก่เรา อาฆาตย่อมเกิดขึ้น
ได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้กำลังทำความเสื่อมเสียแก่เรา อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้จักทำความ
เสื่อมเสียแก่เรา อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า ผู้นี้ได้ทำความเสื่อมเสีย ฯลฯ กำลังทำความ
เสื่อมเสีย ฯลฯ จักทำความเสื่อมเสียแก่คนที่รักชอบพอของเรา อาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ด้วยคิดว่า
ผู้นี้ได้ทำความเจริญ ฯลฯ กำลังทำความเจริญ ฯลฯ จักทำความเจริญแก่คนผู้ไม่เป็นที่รักไม่เป็น
ที่ชอบพอของเรา หรืออาฆาตย่อมเกิดขึ้นได้ในฐานะอันใช่เหตุ จิตอาฆาต ความขัดเคือง
ความกระทบกระทั่ง ความแค้น ความเคือง ความขุ่นเคือง ความพลุ่งพล่าน โทสะ ความคิด
ประทุษร้าย ความมุ่งคิดประทุษร้าย ความขุ่นจิต ธรรมชาติที่ประทุษร้ายใจ โกรธ กิริยาที่โกรธ
ความโกรธมีลักษณะเช่นว่านี้ อันใด [และ] การคิดประทุษร้าย กิริยาที่คิดประทุษร้าย ความ
คิดประทุษร้าย การคิดปองร้าย กิริยาที่คิดปองร้าย ความคิดปองร้าย ความโกรธ ความแค้น
ความดุร้าย ความปากร้าย ความไม่แช่มชื่นแห่งจิต นี้เรียกว่า โทสะ.
ความคิดเห็นที่ 14
ความทุกข์เกิดจาก อวิชชา คือความไม่รู้  (ไม่รู้แจ้งในอริยสัจ)

คือไม่รู้ว่า (ผมจะอธิบายแบบง่ายๆนะครับ)
1.นี้ทุกข์                       (ไม่รู้ว่าแท้จริงเป็นทุกข์ หลงผิดคิดว่าเป็นสุข ก็ใช่ )
2.นี้เหตุแห่งทุกข์            (ไม่รู้ว่าสิ่งที่ทำไปแล้วเกิดผลกระทบ เป็นกรรม เป็นวิบาก เป็นเชื้อเกิด)
3.นี้ความดับทุกข์            (ไม่รู้ว่าความดับทุกโดยสิ้นเชิง คือ นิโรธ สามารถเกิดมีได้)
4.นี้ทางแห่งความดับทุกข์ (ไม่รู้หนทาง วิธีปฏิบัติตนเพื่อให้ถึงความดับทุกข์นั้นมีอยู่ หรือไม่รู้วิธีที่ถูกต้อง)

เมื่อทำ 4 ข้อนี้ให้แจ้ง ให้รู้แจ้งในอริยสัจ
ความทุกข์และสาเหตุที่ทำให้ความทุกข์เกิดขึ้นจะดับไป เหลือแต่ความสุขด้านเดียว
(สาเหตุที่ทำให้เกิดความทุกข์ คือ อวิชชา และ เมื่ออวิชชาดับ วิชชา และวิมุติจะบริบูรณ์)

สมดุลแห่งสภาวะคู่สอง หรือสภาวะ เหรียญ 2 ด้านจะถูกทำลายลง จนเหลือเพียงอย่างเดียว คือความสุข

ความสุขอย่างเดียวล้วนๆ ที่ไม่มีความทุกข์เจือปนเหลืออยู่อีกเลย เรียกว่า "นิพพาน"
ความคิดเห็นที่ 15
10 #สาเหตุของความทุกข์ และ#วิธีดับทุกข์ (อย่างได้ผล) 

1. #ทุกข์เพราะคิดถึงตัวเองมากเกินไป จมอยู่ในปัญหาของตนเองมากเกินไป 
วิธีแก้ทุกข์ ให้ออกไปมองผู้คนตามท้องถนน มองให้เห็นความจริงว่า คนที่ทุกข์กว่าเราก็มี คนที่พิการแขนด้วน ขาขาด ตาบอดก็มี คนที่ไม่มีจะกินก็มี คนที่เสียพ่อเสียแม่สูญเสียคนรักก็มี โลกนี้ยังมีคนอีกมาก ที่ประสบปัญหายิ่งกว่าที่เราพบเจอเป็นร้อยล้านเท่า 

2. ทุกข์เพราะอยากประสบความสำเร็จมากเกินไป มีความอยากมากเกินไป 
วิธีแก้ทุกข์ ให้ลองพิจารณาถึงโทษของวัตถุ โทษของชื่อเสียง โทษของความสำเร็จ เมื่อพิจารณาจนเห็นความจริงว่า ทุกอย่างล้วนมีทั้งด้านดีและไม่ดี การให้คุณค่าต่อสิ่งต่างๆ ย่อมเบาบางลงไป จากนั้น ให้ฝึกทำหน้าที่โดยมีสติระลึกรู้ สนุกกับการทำงานโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน 

3.# ทุกข์เพราะมองเห็นแต่ความไม่ดีของผู้อื่น 
วิธีแก้ทุกข์ ขอให้หยุดการเพ่งโทษผู้อื่นไว้ชั่วคราว แล้วมองมาที่ความเลวของตนเอง ถ้าเราดีจริง ทำไมเราจึงไปมองแต่ความเลวของเขา เมื่อเราเห็นแต่ความเลวของเขา ก็แปลว่าเราเองก็เลวเหมือนกัน เมื่อคิดได้อย่างนี้ เมื่อเห็นความเลวของตนตามความเป็นจริงอย่างนี้ ก็จะสามารถเข้าใจได้ว่า มนุษย์ก็คือมนุษย์ ย่อมมีทั้งดี ทั้งเลวอยู่ในตัว พร้อมกันนี้ จงสร้างความรู้สึกขอบคุณผู้อื่นให้เกิดขึ้นในจิตใจ พยายามเห็นทุกคนในทุกด้าน มองผู้อื่นด้วยใจที่เป็นกลาง 


4. #ทุกข์เพราะติดอยู่กับความผิดพลาดในอดีต 
วิธีแก้ทุกข์ การยึดอยู่กับความล้มเหลวในอดีต คือผลจากการไม่เห็นคุณค่าในตนเอง ถ้าปล่อยไว้นานๆ จะกลายเป็นโรคซึมเศร้าได้ ขอให้หากิจกรรมที่เป็นประโยชน์ทำทันที ทำให้สนุก ทำให้เบิกบาน เพื่อให้เกิดความประจักษ์กับตนเองว่า ทุกคนเริ่มต้นใหม่ได้ มีชีวิตที่ดีกว่าเดิมได้ 

5. #ทุกข์เพราะกังวลอยู่กับอนาคต ทุกข์เพราะสถานะความเป็นอยู่ เพราะความยากจน 
วิธีแก้ทุกข์ เบื้องต้น ให้จัดการสิ่งต่างๆ ไปตามเหตุปัจจัย พร้อมกันนี้ให้รับผิดชอบหน้าที่ของตนให้ดีที่สุด สิ่งใดที่จัดการได้ให้จัดการ สิ่งใดที่ยังไม่ถึงเวลาให้หยุดพักไว้ก่อน สถานะภาพ เงินทอง ความเจริญต่างๆ สิ่งดีงามทั้งหลายล้วนเกิดจากการทำหน้าที่ในปัจจุบัน ถ้าดูแลปัจจุบันดีแล้ว อนาคตก็ไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป ขั้นตอนต่อไปให้ฝึกสมาธิ เพราะการฝึกสมาธิช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานได้ และยังลดความกังวลในอนาคตได้อีกด้วย 

6. #ทุกข์เพราะเหงาอยากมีคู่ 
วิธีแก้ทุกข์ ให้มองไปตามความจริงว่า ทุกสถานะย่อมมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ไม่มีสถานะใดที่มีแต่ข้อดีไม่มีเสีย คนมีคู่ก็อยากได้อิสระ คนไม่มีคู่ก็อยากมีคนดูแล คนมีคู่มีคนดูแลเพิ่มขึ้นแต่ก็ต้องดูแลคนอื่นเพิ่มขึ้นด้วย ส่วนคนไม่มีดูอาจมีคนดูแลน้อยหน่อย แต่ก็ไม่มีภาระมานั่งรับผิดชอบใครเพิ่ม สรุปแล้วชีวิตแบบไหนก็มีข้อดีข้อเสียทั้งนั้น ขอให้รู้ว่าเมื่อคุณมีคู่ผ่านไปสักพัก คุณก็อยากเป็นโสด เมื่อคุณเป็นโสดผ่านไปสักพัก คุณก็อยากมีคู่ ชีวิตที่ดีจึงไม่ใช่ชีวิตที่มีคู่หรือไม่มีคู่ แต่เป็นชีวิตที่มองทุกอย่างบนพื้นฐานของความเข้าใจ มีคู่หรือไม่มีคู่ ไม่เกี่ยวอะไรกับความสุขเลย 

7. #ทุกข์เพราะคาดหวังในตัวผู้อื่นมากเกินไป 
วิธีแก้ทุกข์ ให้ทำความเข้าใจว่า ทุกคนไม่ได้เกิดมาเพื่อจะทำอะไรๆ ให้ถูกใจเรา เหมือนกับที่เราก็ไม่ได้เกิดมาเพื่อทำอะไรๆ ให้ถูกใจคนอื่นไปทุกเรื่อง ขอให้มองความจริงว่า แม้แต่เราเองยังทำอะไรไม่ได้อย่างใจตนเอง ยังบังคับตนเองให้ทำสิ่งที่ควรทำไม่ได้ แล้วทำไมเราจึงหวังบังคับให้ผู้อื่นคิดเหมือนเรา รู้สึก และทำเหมือนเรา ขอให้บอกตนอย่างอย่างจริงจังว่า โลกนี้ทุกคนมีจิตวิญญาณเพื่อรับใช้ตนเอง แม้เราเอาจิตของเราไปผูกติดกับเขา ความทุกข์ย่อมเกิดขึ้นโดยไม่ต้องสงสัย แท้จริงแล้ว การหวังให้ผู้อื่นเป็นอย่างใจตน ก็คือความเห็นแก่ตัวชนิดหนึ่งเหมือนกัน 

8. #ทุกข์เพราะเอาแต่ใจตัวเอง 
วิธีแก้ทุกข์ ให้กำหนดมองตามจริงว่า เราไม่ใช่ศูนย์กลางของโลก ไม่ใช่คนสำคัญอะไร เราเกิดมาชั่วคราว แล้วก็จะผ่านไป บางสิ่งเราทำผิดพลาด บางสิ่งเราทำถูกต้อง ความเป็นคนธรรมดาของเรามีอยู่มากมายไม่มีประมาณ ความอ่อนแอ โง่เขลา ความล้มเหลวของเราแสดงออกมาทุกเมื่อเชื่อวัน เห็นอย่างนี้แล้ว เราจะยึดมั่นถือมั่น สำคัญว่าตนยิ่งใหญ่ไปเพื่ออะไร ฟังคนอื่นให้มาก พูดให้น้อยลง เมตตาให้มากขึ้น คือหนทางแก้ไขการเอาแต่ใจของตนเอง! 

9. #ทุกข์เพราะกลัวความชรา 
วิธีแก้ทุกข์ ให้ทำความเข้าใจว่า ความแก่ เจ็บ ตาย คือเรื่องธรรมชาติ เมื่อสิ่งนี้ต้องเกิดขึ้นอยู่แล้ว ก็ไม่มีประโยชน์อะไรที่เราต้องกังวลกับมัน มนุษย์ทุกคนควรใช้ชีวิตให้เหมาะสมกับวันวัย เมื่ออายุมากขึ้น ก็สมควรลดความต้องการในสิ่งต่างๆของตนลง ถ้ายังต้องการเท่าเดิม แต่ร่างกายไม่อำนวย การจะไม่มีทุกข์ย่อมเป็นไปไม่ได้ 

10. #ทุกข์เพราะอัตตาตัวตน 
#วิธีแก้ทุกข์ สูงสุดของความทุกข์ คือทุกข์เพราะมีอัตตาตัวตน ถ้าไร้อัตตาตัวตนแล้ว ความทุกข์ก็ไม่อาจเกิดขึ้นได้อีก หนทางแห่งการดับทุกข์ที่แท้จริง จึงเป็นหนทางเดียวกับการทำลายอัตตาตัวตน เราไม่อาจแก้ความทุกข์ด้วยหนทางอื่น 
การแก้ทุกข์เป็นเรื่องๆ คือการแก้ทุกข์ที่ไม่มีวันจบสิ้น หนทางดับทุกข์เที่ยงแท้มีเพียงหนทางเดียวคือ อริยมรรคมีองค์แปด ย่อลงมาก็เหลือศีล สมาธิ วิปัสสนา ย่อลงมาอีกก็เหลืออานาปานสติ ฝึกสมาธิวิปัสสนาเสียแต่วันนี้ อัตตาตัวตนย่อมเบาบาง เมื่ออัตตาตัวตนเบาบางแล้ว ชีวิตย่อมมีความสุขมากขึ้นโดยลำดับ 
Comment:
CONFIRM CODE :
Comment Name :
#ทุกข์ของมนุษย์คืออะไร    #ความทุกข์ มีอะไรบ้าง    #ทุกข์ในอริยสัจ เกิดจากอะไร    #ทุกข์ใจ คือ    #ทุกข์ มี 2 ประเภท    #ภาวะสิ้นทุกข์ของพระพุทธศาสนา คืออะไร    #ความทุกข์ คือ    #ความทุกข์ได้แก่    #นิยาม ความทุกข์ คือ    #สาเหตุที่แท้จริงของความทุกข์คือ    #อริยสัจ 4 ทุกข์ คือ    #สมุทัยคืออะไร    #ความทุกข์ในชีวิต    #ความทุกข์ของมนุษย์ มีอะไรบ้าง    #ความทุกข์คืออะไร    #ความทุกข์ของฉัน    #ความทุกข์เกิดจากอะไร    #ระดับ ความทุกข์    #ทุกข์คืออะไร    #ที่สุดทุกข์คืออะไร    #ทุกข์ หลักธรรม    #ความทุกข์ ในชีวิตประจำวัน    #ความทุกข์ในชีวิต pantip    #ความทุกข์มีอะไรบ้าง    #ความทุกข์ของมนุษย์    #ตัวอย่าง ของความทุกข์    #วิธีปล่อยวาง ไม่คิดมาก    #วิธีปล่อยวางความเครียด    #ปล่อยวางได้ ใจ เป็นสุข    #วิธีปล่อยวางเรื่องความรัก    #ปล่อยวาง ชีวิตคู่    #คาถาปล่อยวาง    #วิธีปล่อยวางเรื่องเพื่อน    #การปล่อยวาง พระพุทธเจ้า    #ประโยชน์ของอริยสัจ 4 คือ    #นิโรธคืออะไร    #วิธีปล่อยวาง ความทุกข์   


สมัครแทงหวย กดตรงนี้
3 ตัว 900 / 2 ตัว 90